บทที่ 3 ฐานะเชลย
ร่างของมิราถูกผลักกระเด็นเข้ามาในห้องอย่างแรงจนล้มไถลไปกับพื้นพรมหนานุ่ม เสียงบานประตูไม้เนื้อแข็งกระแทกปิดดังสนั่น ตามด้วยเสียงเหล็กหนักอึ้งดังสนั่นมาจากด้านนอก
หญิงสาวกัดฟันยันตัวลุกขึ้น เธอกวาดสายตาสำรวจรอบกายอย่างระแวดระวัง ห้องนี้กว้างขวางและหรูหราโอ่อ่าราวกับห้องบรรทมของราชวงศ์ โคมไฟระย้าคริสตัลส่องแสงสีนวลกระทบผ้าม่านไหมสีทองและเตียงนอนสี่เสาสุดอลังกาล
ทว่าความวิจิตรตระการตาทั้งหมดกลับไม่อาจกลบเกลื่อนความจริงที่ว่ามันคือ 'คุกกลางทะเลทราย'
มิราพุ่งตรงไปที่หน้าต่างบานสูง มือเรียวคว้าผ้าม่านกระชากออกอย่างแรง ปรากฏเป็นลูกกรงเหล็กดัดเส้นหนาที่ฝังรากลึกเข้าไปในกรอบหินทราย เมื่อมองลอดช่องว่างออกไปเบื้องล่าง มีเพียงลานกว้างของพระราชวังและทหารยามพร้อมปืนไรเฟิลจู่โจมเดินลาดตระเวนอยู่ทุกจุด
"ต้องมีทางออกสิ..."
เธอพึมพำกับตัวเอง พยายามเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมา หญิงสาวเริ่มรื้อค้นทุกซอกมุมของห้องเพื่อหาบางสิ่งที่พอจะใช้เป็นอาวุธได้
แจกัน? ไม่มี... ทุกอย่างถูกจัดวางด้วยถ้วยชามทองเหลืองหรือไม้สลัก แม้แต่มีดปอกผลไม้ในถาดบนโต๊ะก็ยังถูกเก็บออกไปจนหมดเกลี้ยง ทุกตารางนิ้วของห้องนี้ถูกออกแบบมาอย่างจงใจเพื่อกักขังคนโดยเฉพาะ
แกรก...
เสียงปลดล็อกประตูดังขึ้น มิราถอยกรูดไปตั้งหลักที่มุมห้อง สองมือคว้าเชิงเทียนทองเหลืองขึ้นมาถือไว้แน่นในท่าเตรียมพร้อม
บานประตูแง้มออก สาวใช้ท้องถิ่นในชุดกระโปรงยาวกรอมเท้าเดินก้มหน้าเข้ามา ในมือประคองถาดเงินที่บรรจุอาหารและเหยือกน้ำร้อนชาส่งกลิ่นหอมกรุ่น ทันทีที่หล่อนเงยหน้าขึ้นสบตากับมิรา แววตาของสาวใช้ก็เต็มไปด้วยความหวาดระแวงและรังเกียจเดียดฉันท์ราวกับกำลังมองนักโทษคดีอุกฉกรรจ์
"คุณฟังภาษาอังกฤษออกไหม? ฉันถูกจับตัวมา! ช่วยไปบอกตำรวจหรือใครก็ได้..." มิราพยายามสื่อสาร น้ำเสียงร้อนรน
สาวใช้เมินหน้าหนี วางถาดอาหารลงบนโต๊ะอย่างกระแทกกระทั้นโดยไม่ปริปากพูดซักคำ หล่อนหมุนตัวเตรียมจะเดินกลับออกไป
จังหวะนั้นเองที่มิราสังเกตเห็นทหารยามร่างยักษ์ยืนคุมอยู่ตรงช่องประตูที่เปิดอ้าเพียงครึ่งเดียว... โอกาสเดียวของเธอมาถึงแล้ว
เธอพุ่งตัวเข้าไปคว้ากาน้ำชาทองเหลืองที่กำลังร้อนจัดบนโต๊ะ
"หลบไป!"
มิราผลักสาวใช้จนเซล้ม ก่อนจะสาดน้ำร้อนในกาใส่หน้าทหารยามที่ยืนขวางประตูอยู่อย่างจัง
"อ๊ากกก!"
เสียงร้องโหยหวนดังลั่นพร้อมกับปืนที่ร่วงหลุดมือ ชายร่างยักษ์ยกมือขึ้นกุมใบหน้าดิ้นทุรนทุราย มิราอาศัยเสี้ยววินาทีแห่งความโกลาหลนั้นแทรกตัววิ่งฝ่าออกไปที่โถงทางเดินด้านนอก เท้าเปล่าเปลือยของเธอกระแทกแผ่นหินเย็นเฉียบ วิ่งสุดฝีเท้าโดยไม่คิดชีวิต
"จับนางไว้!! นังเชลยหนีไปแล้ว!" เสียงตะโกนโหวกเหวกเป็นภาษาอาหรับดังไล่หลังมาติดๆ
โถงทางเดินกว้างใหญ่ซับซ้อนราวกับเขาวงกต ทหารยามอีกสองคนโผล่พรวดขึ้นมาจากตรงหัวมุม ทันทีที่เห็นมิรา พวกมันก็พุ่งเข้าชาร์จ
มิราเบรกกะทันหัน เมื่อพวกนั้นเอื้อมมือมาคว้าไหล่ เธอเบี่ยงตัวหลบตามสัญชาตญาณวิชาป้องกันตัวที่เคยเรียนมา ใช้ข้อศอกกระแทกเข้าที่ปลายคางของมันอย่างแรงจนอีกฝ่ายผงะหงาย ก่อนจะตวัดขากระโดดถีบเข้าที่ข้อพับเข่าของทหารคนที่สองจนล้มทรุด
เธอสะบัดตัวหลุดออกมาได้ วิ่งหัวซุกหัวซุนตรงไปยังแสงสว่างข้างหน้าที่สาดส่องเข้ามาจากระเบียงโถงใหญ่ ขอแค่หลุดออกไปที่ระเบียงได้ เธออาจจะเจอทางลง หรือใครสักคนที่พอจะเจรจาได้บ้าง
รอยยิ้มแห่งความหวังเพิ่งจะผุดขึ้นบนริมฝีปาก...
พลั่ก!
ร่างของมิราปะทะเข้ากับใครบางคนอย่างแรงจนแทบผงะหงายหลัง กลิ่นหอมเย็นยะเยือกของไม้หอมแก่นจันทน์ผสมผสานกับกลิ่นอายทะเลทรายเตะจมูกอย่างจัง
ก่อนที่ร่างของเธอจะล้มร่วงลงสู่พื้น ท่อนแขนแกร่งก็ตวัดรวบเข้าที่เอวคอด รั้งตัวเธอเข้ามากระแทกกับแผงอกกว้างที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อคลุมบิชต์สีดำสนิท
มิราหอบหายใจสะท้าน เงยหน้าขึ้นมองผู้ที่ขวางทางด้วยความตื่นตระหนก… ก่อนจะชะงักจนลมหายใจสะดุดกึก
ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับรูปสลัก ทว่านัยน์ตาสีรัตติกาลของเขากลับดุดันและเยือกเย็นจับขั้วหัวใจ มันเป็นสายตาของนักล่า... สายตาของเหยี่ยวทะเลทรายที่กำลังจดจ้องเหยื่อในกรงเล็บ
มุมปากหยักลึกของชายหนุ่มกระตุกขึ้น ก่อนที่น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจจนสั่นประสาทจะดังขึ้นเหนือศีรษะ
"รู้ตัวว่าเป็นเชลย ยังคิดจะหนีเหรอ!"
